เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2561 หลายคนได้ยินข่าวเรื่องกฎหมายคุ้มครองเงินฝากฉบับใหม่แล้วรู้สึกว่าเงินฝากของตนเริ่มไม่ปลอดภัย โดยจำนวนเงินถูกความคุ้มครองจาก 15 ล้านเป็น 10 ล้าน และภาครัฐยังมีแผนลดความคุ้มครองเงินฝากลงอีกในปี 2563 เหลือการคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาท/รายบุคคล/สถาบันการเงิน โดยข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้เราต้องหันกลับมาศึกษาอย่างจริงจังว่ากฎหมายคุ้มครองเงินฝากคืออะไร และมีผลต่อเราอย่างไร วันนี้พี่เสือ #tigertheplanner มีสรุปข้อมูลดีๆ มาฝากกันครับ
นโยบายและมาตรฐานของภาครัฐเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงินในสถาบันการเงิน จะได้รับเงินฝากคืนในเวลาที่รวดเร็วหากสถาบันการเงินแห่งใดประสบปัญหาถูกเพิกถอนใบอนุญาต
- 11 สิงหาคม 2558: คุ้มครองสูงสุด 25 ล้าน
- 11 สิงหาคม 2559: คุ้มครองสูงสุด 15 ล้าน
- 11 สิงหาคม 2561: คุ้มครองสูงสุด 10 ล้าน
- 11 สิงหาคม 2562: คุ้มครองสูงสุด 5 ล้าน
- 11 สิงหาคม 2563: คุ้มครองสูงสุด 1 ล้าน
สถาบันให้ความคุ้มครองเงินฝากสกุลเงินบาทของบัญชีเงินฝากภายในประเทศ ดังนี้
- บัญชีกระแสรายวัน
- บัญชีออมทรัพย์
- บัญชีเผื่อเรียก หรือบัญชีเงินฝากในทำนองเดียวกัน
- บัญชีเงินฝากจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา
- บัตรเงินฝาก
ทั้งนี้ ไม่รวมเงินฝากในบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง และเงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน
ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำนวน 36 แห่ง
เงินฝากในนามคณะบุคคลนิติบุคคล รวมถึงกองทุนต่างๆ มูลนิธิ วัด สมาคม สหกรณ์ บริษัทประกันภัย และประกันชีวิตได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา
ได้รับความคุ้มครองหากเปิดบัญชีเงินฝากเป็นเงินบาทในประเภทที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากให้ความคุ้มครอง เว้นแต่เป็นเงินฝากในบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา
วงเงินคุ้มครองจะนับในลักษณะต่อ 1 ราย ต่อ 1 สถาบันการเงิน หมายถึงว่าถ้าผู้ฝากมีบัญชีเงินฝากหลายบัญชีเปิดอยู่กับสถาบันการเงิน 1 แห่งต้องนำเงินฝากในทุกสาขาทุกบัญชีมารวมคำนวณ ตัวอย่างเช่น นายมั่นคงมีเงินฝากดังนี้
- ธนาคารร่มโพธิ์รวมเงินฝาก 18 ล้านบาท
- สาขาบางรัก 15 ล้านบาท
- สาขาบางนา 3 ล้านบาท
- ธนาคารร่มไทรรวมเงินฝาก 1.7 ล้านบาท
- สาขาเชียงราย 1 ล้านบาท
- สาขาลำพูน 700,000 บาท
หากธนาคารร่มโพธิ์และธนาคารร่มไทรถูกเพิกถอนใบอนุญาตพร้อมกันในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 วงเงินคุ้มครองไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงินได้มั่นคงจะได้รับเงินฝากในธนาคารร่มโพธิ์คืน 10 ล้าน ในส่วนอีก 8 ล้านบาทจะต้องยื่นขอรับชำระหนี้จากผู้ชำระบัญชี และได้รับเงินฝากในธนาคารร่มไทรที่ 1.7 ล้านบาท
เงินฝากในบัญชีร่วมจะได้รับเงินคืนตามสัดส่วนของแต่ละคนที่เป็นเจ้าของบัญชี ตามหลักฐานที่บันทึกไว้กับสถาบันการเงิน หากไม่มีการบันทึกไว้ถือว่าแต่ละคนมีสัดส่วนเท่าๆกัน ให้นำ สัดส่วนนั้นไปรวมกับบัญชีเดี่ยวของแต่ละคน และได้รับความคุ้มครองไม่เกินจำนวนวงเงินที่กำหนดไว้
ได้รับคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยจะคืนเงินให้กับผู้ขอเปิดบัญชีตามหลักฐานการเปิดบัญชีในวงเงินที่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครอง เช่น นายรุ่งเรืองขอเปิดบัญชีเพื่อเด็กชายโชติช่วง โดยนายรุ่งเรืองเป็นผู้ลงนามในคำขอเปิดบัญชี กรณีนี้สถาบันจะจ่ายเงินคืนแก่นายรุ่งเรือง
โดยจำนวนที่จะคืนนั้นจะหักเฉพาะหนี้ที่ต้องมีการชำระในงวดที่ถึงกำหนดชำระเท่านั้น เช่น ผู้ฝากเงินมีเงินฝาก 1 ล้านบาท และมีหนี้บ้านอยู่ 1 ล้านบาท แต่มีภาระที่จะต้องผ่อนชำระคือ 20,000 บาท/เดือน สคฝ. ก็จะนำเงินฝากมาหักหนี้เฉพาะที่จะต้องผ่อนชำระในงวดนั้นเท่านั้น และนำเงินที่เหลือ 980,000 บาทคืนแก่ผู้ฝากเงิน
.
การปรับลดวงเงินคุ้มครองในปัจจุ
แต่ในอนาคตอันใกล้เมื่อวงเงิ
ดังนั้นเราต้องหันกลับมาสนใจเรื่องการบริหารการเงินเพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทางเวลธ์ พาร์ทเนอร์ กรุ๊ปหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน โดยสามารถศึกษาข้อมูลได้เพิ่ม http://www.dpa.or.th
– ถ้าคุณอยากเริ่มวางแผนการเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร?
– อยากเริ่มลงทุน แต่ไม่มีเวลาจัดการเอง
– เสียภาษีเยอะจัง ควรเริ่มจัดการอย่างไร?
– SSF หรือ RMF กองไหนน่าสนใจ?
– ประกันมีให้เลือกหลายแบบ เลือกไม่ถูก?