หลายคนที่เคยวางแผนผ่านกรมธรรม์ยูนิตลิงค์มักจะพอทราบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเราเป็นมือใหม่ที่สนใจซื้อประกันยูนิตลิงค์เราอาจจะจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเป็นอย่างดีก่อนตัดสินใจ โดยค่าใช้จ่ายนี้จะถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. ค่าใช้จ่ายที่หักเมื่อมีการชำระเบี้ย (อาจเป็นรายเดือนหรือรายปีแล้วแต่งวดการชำระเบี้ยประกันภัย)
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับประกันภัย (A) – ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการของบริษัทประกัน ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าเช่าสำนักงาน เปิดเผยกันตรงๆไปเลยว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในแต่ละปีบริษัทคิดค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้เอาประกันอย่างไร
2. ค่าใช้จ่ายที่หักเป็นรายเดือน
- ค่าธรรมเนียมรักษากรมธรรม์ (B) – เป็นค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการรักษาฐานข้อมูลกรมธรรม์ โดยค่าใช้จ่ายก้อนนี้จะเก็บคงที่โดยไม่สนใจมูลค่าเงินลงทุนหรือทุนประกันที่ผู้เอาประกันเลือกยกตัวอย่างเช่น 55 บาทต่อเดือน
. - ค่าธรรมเนียมการประกันภัย (ค่า COI) (C) – ย่อมาจากเป็น Cost of Insurance หมายถึงอัตราการเสี่ยงภัยที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันสำหรับวงเงินเอาประกันภัย ยิ่งเราเลือกทุนประกันสูงเท่าไหร่ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะสูงตามไปด้วย โดยค่า COI จะเพิ่มขึ้นตามอายุยกตัวอย่างเช่น
- ผู้ชายอายุ 35 ทุนประกัน 1000 บาทค่า COI จะอยู่ที่ 15 บาทแต่
- ผู้ชายอายุ 40 ทุนประกัน 1000 บาทค่า COI จะคิดที่ 20 บาท
.
- ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ (D) – เป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากมูลค่าหน่วยลงทุนภายใต้กรมธรรม์ โดยหักเป็นรายเดือน ยกตัวอย่างเช่น 1.5% ต่อปี แต่จะหักตามจริง 0.125% ต่อเดือนโดยถ้ามีการจ่ายค่าธรรมเนียมในส่วนนี้แล้วจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากกองทุนรวมซ้ำซ้อนอีก (ค่าธรรมเนียมการซื้อ, ขายคืน, สับเปลี่ยนเข้า, สับเปลี่ยนออก)
. - ค่าธรรมเนียมในการถอนเงินออกจากกรมธรรม์ (E) – เงินลงทุนภายใต้กรมธรรม์ควบการลงทุนเป็นเงินลงทุนที่ผู้ลงทุนสามารถถอนออกมาได้ตลอดเวลา แต่ด้วยเงื่อนไขกรมธรรม์ของยูนิตลิงค์ที่มักจะมีกำหนดระยะเวลาที่ถ้าผู้เอาประกันถอนเงินออกมาจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากเงินที่ถอน ยกตัวอย่างเช่นภายในห้าปีแรกของกรมธรรม์ถ้ามีการถอนเงินอาจจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 20% ของเงินที่ทำการถอน
โดยวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายก็คือ
- เมื่อเรามีการชำระเบี้ยประกันเข้าไป (ไม่ว่าจะเป็นรายเดือนหรือรายปี) บริษัทจะหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับประกันภัย (A) จากเบี้ยทั้งก้อนที่มีการชำระจากนั้นเงิน
- เงินที่เหลือจะถูกนำไปซื้อหน่วยลงทุนที่เราได้เลือกไว้
- เมื่อผ่านไปในแต่ละเดือนที่ทางบริษัทจะเร็กเก็บ ค่าธรรมเนียมรักษากรมธรรม์ (B), ค่าธรรมเนียมการประกันภัย (C), ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ (D) บริษัทจะคำนวณยอดเงินที่ต้องใช้และทำการขายหน่วยลงทุนภายใต้เล่มกรมธรรม์จำนวนพอดีกับค่าใช้จ่ายที่ต้องการเรียกเก็บ
ทั้งนี้เนื่องจากการลงทุนในช่วงแรกอาจจะต้องใช้เวลาให้ออกดอก ออกผล (ผลลัพธ์) ทางบริษัทประกันมักจะมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้นคือการรับประกันว่ากรมธรรม์จะยังมีผลบังคับ (Non Lapse Guarantee) ถึงแม้ว่าหน่วยลงทุนจะมีมูลค่าน้อยกว่าค่าธรรมเนียมที่บริษัทเรียกเก็บเพื่อเป็นการช่วยบรรเทาเรื่องความผันผวนจากการลงทุนในช่วงแรก
การลงทุนภายใต้ประกันควบการลงทุนนอกจากจะเป็นผลของการลงทุนที่เป็นระบบแล้ว ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเข้าใจวิธีการคิดค่าใช้จ่ายย่อมทำให้การวางแผนภายใต้กรมธรรม์ควบการลงทุนมีความเหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ถ้าท่านมีคำถามสามารถอีเมลมาปรึกษาด้วยความปรารถนาดีจากเวลธ์ พาร์ทเนอร์ครับ
– ถ้าคุณอยากเริ่มวางแผนการเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร?
– อยากเริ่มลงทุน แต่ไม่มีเวลาจัดการเอง
– เสียภาษีเยอะจัง ควรเริ่มจัดการอย่างไร?
– SSF หรือ RMF กองไหนน่าสนใจ?
– ประกันมีให้เลือกหลายแบบ เลือกไม่ถูก?