สุขภาพเป็นสำคัญมากกว่าเงินทอง เพราะถ้าหาเงินมาได้มากเท่าไหร่แต่ถ้าเจ็บป่วยไป เงินทองที่หามาได้ ก็ต้องหมดไปกับการรักษาสุขภาพ การมีร่างกายที่แข็งแรง ทำให้เราทำอะไรได้อีกเยอะแยะ อย่าทำงานจนลืมดูแลตัวเอง ต้องหมั่นดูแลตัวเองทั้งจากข้างนอกและข้างใน
ไม่ว่าเราจะทำงานยุ่งแค่ไหน ก็ต้องหมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ใช่เงินที่เราหามาได้ 100 ล้าน เพื่อเอามาใช้ในห้องไอซียู มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเรามีเงิน 100 ล้านแล้ว และเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งข้างนอกและข้างในแล้ว เราอยากทำประกันสุขภาพเอาไว้ให้คนที่คุณรักล่ะ ทั้งพ่อ แม่ ลูก หลาน เราจะมีเทคนิคและวิธีการเลือกประกันสุขภาพได้อย่างไร วันนี้เรามีเทคนิคในการเลือกซื้อประกันสุขาพ ที่คนสวนใหญ่คาดไม่ถึงมาฝากกัน
1. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
คุณควรเลือกซื้อประกันตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น กรรมพันธุ์จากโรคหัวใจ พ่อแม่เป็นโรคหัวใจ โอกาสที่เราจะเป็นโรคหัวใจจากพ่อแม่มีอยู่ หรือพ่อเป็นเบาหวาน โอกาสที่เราจะเป็นเบาหวานจึงมีอยู่ เราจึงควรเลือกซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งข้อดีก็คือประกันสุขภาพที่มีขายอยู่ในปัจจุบันส่วนมากจะให้ความคุ้มครองทุกโรค เรียกว่าครอบคลุมทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
2. ความคุ้มครอง
การเจ็บป่วยของเรานี่หมายถึง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การผ่าตัด การพักฟื้น หรือการรักษาตัวในคลินิก ประกันสุขภาพของเราต้องคุ้มครองการรักษาทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
3. เบี้ยประกัน
เงินที่เราจ่ายให้แก่บริษัทประกันเพื่อซื้อความคุ้มครองเราเรียกมันว่าเบี้ยประกัน โดยเบี้ยประกันสุขภาพจะปรับเปลี่ยนไปตามอายุ ความเสี่ยงในช่วงอายุ และรวมถึงลักณะการดำเนินชีวิต เช่นมีการสูบบุหรี่หรือไม่ ก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเบี้ยประกัน โดยค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่เหมาะสมควรจ่ายไม่เกินร้อยละ 10-15% ของรายได้รวมทั้งปี

4. เช็คสภาพการเงิน
เงินที่เราซื้อประกันสุขภาพ ต้องเป็นเงินที่เรากันเอาไว้ในยามเจ็บป่วย และเมื่อเราเอามาซื้อประกันสุขภาพ ต้องไม่ทำให้เราเดือดร้อน เมื่อเราใช้เงินก้อนนี้
5. โรงพยาบาลที่สามารถรักษาได้
ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะกำหนดโรงพยาบาลในเครือข่ายมาให้เรา ว่าเจ็บป่วยเราไปรักษาตัวได้ที่ไหนบ้างที่ไม่ต้องสำรองจ่าย แต่บางครั้งเราอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องไปรักษาตัวในร.พ.ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย ทำให้เราอาจจะเกิดกรณีที่ต้องสำรองจ่ายก่อนและค่อยนำบิลมาเบิกในภายหลัง ซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องแปลกแต่อย่างใด
แต่ถ้าเราเลือกได้ควรเลือกประกันที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลเยอะเพราะจะได้ไม่ต้องมีกรณีให้สำรองจ่าย เพราะถ้าเป็นเงินจำนวนมากเชื่อว่าหลายคนอาจจะต้องไปหยิบยืมหรือถอนเงินจากที่เก็บไปอย่างแน่นอน
6. วงเงินคุ้มครอง
เราต้องเลือกประกันสุขภาพที่มีวงเงินคุ้มครองที่สูงให้เหมาะกับอัตราค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกประกันแบบเหมาจ่ายเพราะการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บนั้น เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา ถึงแม้คุณจะมีประกันสุขภาพแต่ถ้าค่ารักษาทั้งหมดไม่ครอบคลุมค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง คุณก็ต้องจ่ายส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการรักษา

ลักษณะความคุ้มครองของประกันสุขภาพ
- การรักษาตัวในโรงพยาบาล
- ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด
- ค่าใช้จ่ายจากการให้แพทย์มาดูแล
- ค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่คลินิก
- ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
- ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
- การชดเชยค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการจากพยาบาลพิเศษ
ประกันสุขภาพเหมาะกับใครบ้าง?
- ผู้ที่มีสุขภาพดีแต่กังวลว่าตัวเองจะเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
- วัยทำงาน
- เจ้าของกิจการ
- ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี
การที่เรามีประกันสุขภาพเอาไว้ จะทำให้เราและครอบครัวของเราอุ่นใจได้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด หรือเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เราและครอบครัวก็จะสบายใจเพราะค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจะไม่เป็นภาระกับคนที่เรารัก
– ถ้าคุณอยากเริ่มวางแผนการเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร?
– อยากเริ่มลงทุน แต่ไม่มีเวลาจัดการเอง
– เสียภาษีเยอะจัง ควรเริ่มจัดการอย่างไร?
– SSF หรือ RMF กองไหนน่าสนใจ?
– ประกันมีให้เลือกหลายแบบ เลือกไม่ถูก?